คำถาม-คำตอบ

1.เหตุใดหากร่วมงานกับทีมเราจึงสามารถการันตีผลลัพธ์และความพอใจได้เต็ม 100 %

ตอบ: 1.1 เพราะทีมงานของเรา สะสมประสบการณ์มานานมากกว่า 20 ปี จนสามารถตัดข้อผิดพลาด ในการสร้างธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสร้าง ระบบการทำงาน ที่ได้รับการ พิสูจน์ได้ 100% แล้วว่าสามารถสร้าง human asset หรือ ทรัพย์สินที่เป็นมนุษย์ การขยายเครือข่าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ( สามารถสร้างให้บุคคลสามารถเข้าสู่การเกษียณจาก model ในระยะเวลา 3 - 5 ปี และรายได้ไม่หยุด ได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือ passive income fully ) ซึ่งระบบดังกล่าวเกิดจากการ Test run ระบบนี้ กับจำนวนผู้คนมากกว่า 1,000,000 คนและระยะเวลาที่นานพอคือ 10 ปี จนสามารถเก็บสถิติได้อย่างชัดเจน และควบคุมปัจจัยความเสี่ยงภายนอกได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้คุณมี Road map to success ที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ ดังนั้น เมื่อคุณเข้าสู่ Business Project ของเรา คุณจะมี Know How ที่ตกผลึกและ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถเกิดผลลัพธ์ขึ้นได้จริงและใช้เวลาสั้นมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับทุกๆ model ต่อการได้อิสรภาพทางการเงิน
   ณ ปัจจุบันเราสามารถสร้างให้บุคคลธรรมดาที่เลือกทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังมีรายได้ 7 หลักต่อเดือน โดยใช้ระยะเวลา แค่ 1 ปี 8 เดือน และ สามารถสร้างให้บุคคลเข้าสู่การเกษียณได้จริงแล้วถึง 3 คนในประเทศไทย
   1.2 ได้รับการ Coaching & Support โดยทีมงานที่มี Net profit 7 หลักต่อเดือน ที่เป็น Passive Income ที่จะเดินร่วมเส้นทางตั้งแต่ต้นจนจบ Project ในฐานะ Business partner
   1.3 รากฐานและวิสัยทัศน์ของเจ้าของบริษัท ( CEO )มีวัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้บุคคลที่เลือกเข้ามาทำ Business project นี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆด้าน ตาม ปณิธานของบริษัทคือ Make Life Better ดังนั้น องค์ประกอบของบริษัทจึงเอื้อต่อการสร้างผลลัพธ์มากที่สุดในบรรดาบริษัทที่ทำการตลาดในรูปแบบ เครือข่าย เช่น
     1.3.1 แผนการตลาดที่สามารถสร้างรายได้ Real Passive Income & Massive Income เหตุผลคือ เป็นแผนการตลาด ที่จ่ายผลประโยชน์ลึกถึง 12 ชั้น และจ่ายผลประโยชน์สูงสุด 67 % ซึ่งแตกต่างมากกว่าแผนการตลาดอื่นๆทั่วไป ที่จ่ายผลประโยชน์จำนวนชั้นที่น้อยกว่า ส่งผลให้ต้องใช้จำนวนคนติดตัวเยอะต่อการมีรายได้หลักล้าน เช่น การที่คุณมีสายงานเดียวที่ work สามารถรับรายได้มากกว่า 300,000 บาทต่อเดือนได้ เพราะ บริษัทเล็งเห็นความยุติธรรมต่อคนที่เข้ามาทำธุรกิจว่า คุณสามารถสร้างธุรกิจร่วม กับทางบริษัทได้ผลประกอบการเท่าไหร่ คุณควรที่จะได้รายได้เป็นอัตราส่วน ที่เหมาะสมกับผลประกอบการที่คุณได้สร้างขึ้นมาด้วย และการที่บริษัทได้เลือกใช้แผนการตลาดที่สามารถมีผลประโยชน์ร่วมกันได้ถึง 12 ชั้น เป็นเพราะ การที่ผู้นำที่มีความรู้เฉพาะด้านและทักษะ ที่ดีมากพอต่อการสร้างธุรกิจ จะยังลงมาช่วยสร้างธุรกิจกับคนใหม่ๆที่เข้ามาสู่ธุรกิจในชั้นลึกๆ ซึ่งส่งผลให้ ปฏิสัมพันธ์ของคนองค์กรกับผู้นำมีสายสัมพันธ์ที่ดี และยังคงลดอัตราการเกิดข้อผิดพลาดในการสร้างธุรกิจให้มั่นคง เป็นต้น
     1.3.2 ลดปัญหาในเรื่องการ balance สายงานให้เท่ากัน ทุกบริษัทที่เป็นแผนการตลาดแบบ stair-step หรือ binary นั้นในกรณีที่คนคนนั้นจะได้รายได้มากที่สุดหรือขึ้นตำแหน่งสูงจะต้อง balance ให้จำนวนคนที่รักษายอดเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ในขณะที่ แผนการตลาดของโปรเจกนี้ มีสายงานใหญ่คือสายแรก และ สายถัดมาจะใช้จำนวนคน และยอดน้อยลงครึ่งนึงของสายงานแรก เช่น ตำแหน่ง Presidential Diamond สายงานแรก 320000 pv สายงานที่สอง 160000 pv สายงานที่สาม 80000 pv ซึ่งธรรมชาติของธุรกิจเครือข่ายทุกคนก็จะต้องเจอ คีย์ หลักคนแรกก่อน และเริ่มสร้างก่อนในขณะที่สายสองและสายต่อๆไปก็จะตามมาทีหลัง ดังนั้น แผนจึงเข้าใจธรรมชาติของการสร้างธุรกิจมากกว่า ( คุณสามารถศึกษาแผนการตลาดโดยละเอียดได้จาก หัวข้อ แผนการตลาด )
     1.3.3 งานวิจัยสินค้าอยู่ในระดับ Solid proof หรืองานวิจัยที่เสถียรแล้ว หมายความว่า ผู้บริโภค ทานสินค้าต่อเนื่องระยะยาวหรือทั้งชีวิตไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ซึ่งสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้จากข้อความข้างต้นคือ การที่ product ของเราได้รับการบรรจุอยู่ในหนังสือ PDR (ปัจจุบันจำนวน item มากที่สุดในเรื่องอาหารเสริมที่ได้ลงใน PDR ในรูปแบบธุรกิจเครือข่าย ) ซึ่งการจะเข้าไปในหนังสือนี้ได้นั้น ต้องมี Clinical Trials ( คือการทดลองใช้กับผู้ป่วยจริง ) ถึง 4 ปี ในขณะที่บริษัทLocalในเมืองไทย ไม่มีงานวิจัยหรือสถาบันที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสากล ( องค์กรกลางระดับโลก)
เหตุผลหลักที่ unicity สามารถพัฒนา product ให้อยู่ใน level นี้ได้ เพราะ ในการทำ R&D เรามีการต่อยอดงานวิจัยมาเป็น 100 กว่าปีนับตั้งแต่บริษัท Rexall
และทำการพัฒนาสินค้าร่วมกับสถาบันชั้นนำ เช่น Standford University หรือแม้กระทั่ง Cleveland Clinic ซึ่งเป็น สถาบันที่รวมอาจารย์หมอระดับประเทศมาตั้งเป็นสถาบันแห่งนี้

ซึ่งส่งผลให้สินค้าของ Unicity อยู่ในระดับ Nutraceutical หรือ สารอาหารกึ่งยา เช่น bioslife complete สามารถดูแลในเรื่องของ โรคหัวใจ และ ผู้ป่วย ใน case ที่ต้องทำ บายพาส หรือ การทำบอลลูน นั้น ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และใช้ชีวิตปกติได้เหมือนเดิมและยังเป็นสินค้าตัวเดียวในตลาดโลกที่สามารถเพิ่มไขมันดี HDL ให้เกิดขึ้นในร่างกายได้ โดยที่ไม่ต้องออกกำลังกาย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบต่อคุณภาพและราคา อยู่ในระดับที่สามารถ ทำตลาดกับกลุ่ม low market และ mass market ได้ เพราะว่า เรามี Economy of scale ในขณะที่คุณภาพของสินค้าสามารถเก็บตลาดในกลุ่ม High market – Luxury market ได้ และประเด็นที่สำคัญมากที่สุดคือ การการันตี สินค้านั้น นอกเหนือจากการ การันตีตามความพึงพอใจของลูกค้าภายใน 60 วันแล้ว
Unicity มีการการันตีในเรื่องของผลลัพธ์ของสินค้า ว่าถ้าทานครบระยะเวลาที่กำหนดนั้นและผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นตามระดับที่ตั้งไว้ แม้ว่าทานสินค้าหมดกล่องทาง Unicity ยินดีคืนเงินให้ 100 % ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังไม่มีบริษัทใดการันตีในระดับนี้ และเมื่อ product อยู่ในเกรด nutraceutical productจึง ครอบคลุมตลาด
ในเรื่องของการ ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ สินค้าผูกขาด ( Monopoly ) มีสิทธิบัตรคุ้มครองวิธีการผลิตและส่วนผสม และด้วยเหตุผลเหล่านี้ สินค้ามีผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต และไม่มีสินค้าอื่นทดแทนได้ ทำให้นักธุรกิจและผู้บริโภคที่คุณสร้างขึ้น มีการใช้สินค้าต่อเนื่องข้าม Generation ต่อๆไป และเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ทำให้ธุรกิจมีความมั่งคงส่งต่อเป็นมรดกให้รุ่นลูกและหลานต่อไปได้ นั่นเอง

คำถาม: การสร้างทรัพย์สินในโปรเจกนี้มีข้อแตกต่างอย่างไรกับการทรัพย์สินหรือลงทุนใน หุ้น กองทุน หุ้นกู้ เงินฝาก

ตอบ: กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มตราสาร และทรัพย์สินที่เป็นกระดาษต่างๆ เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจผมจะตัดปัจจัยด้านความเสี่ยงออก ( ในส่วนตรงนี้ถ้าคุณอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมในการเปรียบเทียบเชิงลึกสามารถติดต่อกลับมาทางเราได้โดยตรง) และเมื่อสมมติว่าไม่มีความเสี่ยงเลย ตราสารที่เป็นหุ้นทุนจะมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าทรัพย์สินรูปแบบอื่น โดยเฉลี่ยแล้วคนที่ลงทุนในหุ้นจะคาดหวังผลตอบแทนใน 2 ลักษณะ อย่างแรกคือส่วนที่เป็นส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะเกิดเป็นกำไรเมื่อขายหุ้นนั้น และอย่างที่สองคือส่วนที่เป็นกระแสเงินสดจากเงินปันผล ส่วนนี้จะได้รับทุกปีขึ้นอยู่กับนโยบายและผลกำไรของบริษัท เงินปันผลโดยเฉลี่ยจะเป็นประมาณ 3-5% ของราคาซื้อ และเราจะมองโลกในแง่ดีโดยสมมติว่ามูลค่าของหุ้นจะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 15% โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ การที่มูลค่าเพิ่มขึ้น 15% ต่อปี แปลว่าราคาจะเพิ่มเป็นประมาณ 4 เท่าจากมูลค่าเดิมทุกๆ 10 ปี หมายความว่าเพื่อจะให้ได้รายได้ที่เป็นกระแสเงินสดจากเงินปันผลเฉลี่ย 1,000 บาท / เดือน ซึ่งคือ 12,000 บาท / ปี เราต้องมีหุ้นเป็นมูลค่า 240,000 บาทเป็นอย่างน้อย
ถ้าอยากได้ Passive Income 1,000 บาท / เดือน ต้องมีหุ้นเป็นมูลค่า 240,000 บาทเป็นอย่างน้อย
ถ้าอยากได้ Passive Income 1,000,000 บาท / เดือน ต้องมีหุ้นเป็นมูลค่า 240,000,000 บาทเป็นอย่างน้อย
คุณมีทางเลือกเพราะมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น 15% ต่อปี คือ ใช้เงินลงทุน 240,000,000 บาท และเริ่มได้รายได้ปันผลเฉลี่ย 1,000,000 บาท / เดือน ทันทีภายในปีนี้
หรือ ใช้เงินลงทุน 60,000,000 บาท และเริ่มได้รายได้ปันผลเฉลี่ย 1,000,000 บาท / เดือน ใน 10 ปีข้างหน้า
หรือ ใช้เงินลงทุน 15,000,000 บาท และเริ่มได้รายได้ปันผลเฉลี่ย 1,000,000 บาท / เดือน ใน 20 ปีข้างหน้า
หรือ ใช้เงินลงทุน 3,750,000 บาท และเริ่มได้รายได้ปันผลเฉลี่ย 1,000,000 บาท / เดือน ใน 30 ปีข้างหน้า
ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการสร้างทรัพย์สินที่อยู่ในโมเดลธุรกิจเครือข่าย การที่คุณมี partner ทำ outsource ให้ในด้านต่างๆ เช่น R&D หรือแม้กระทั่งในฝั่งของระบบการจัดการที่ได้รับการพิสูจน์ แล้วว่าสามารถสร้าง Passive Income 7- 8 หลักต่อเดือนได้ องค์ความรู้เฉพาะด้านที่คุณไม่ต้องไปรองผิดรองถูกเอง การมีหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เป็นมืออาชีพนั้นจะสามารถทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่อยู่ในรูปแบบ passive income เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้น แต่ใช้เงินลงทุนที่ต่ำกว่ามาก ใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าต่อการได้ผลลัพธ์ 7 หลักต่อเดือน และยังสามารถควบคุมปัจจัยความเสี่ยงภายนอกได้ นั่นเอง

คำถาม: การสร้างทรัพย์สินในโปรเจกนี้มีข้อแตกต่างอย่างไรกับการสร้างทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์

ตอบ: ทรัพย์สินที่เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพื่อความไม่ซับซ้อนในการตอบคำถามข้อนี้ เพราะ อสังหาริมทรัพย์สามารถแบ่งออกมาอีกได้หลายประเภท เราจึงข้อยกตัวอย่างกรณีศึกษาในเรื่องของ การลงทุนที่ซื้อห้องคอนโดมาแล้วปล่อยให้คนอื่นเช่าอาศัย เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ โดยเฉลี่ยรายได้จากค่าเช่าห้องคอนโดจะประมาณ 5-6% / ปี จากราคาซื้อ สมมุติว่าห้องคอนโดราคา 1,000,000 บาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 5,000 บาท สำหรับท่านที่เคยซื้อคงจะทราบว่า อันนี้อาจจะเป็นตัวเลขสูงเกินจริงไปบ้าง จริงๆแล้วอาจจะได้ค่าเช่าน้อยกว่านั้น แต่เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆเราจะใช้เดือนละ 5,000 บาทเป็นรายได้จากค่าเช่า ซึ่งคิดเป็นรายได้ปีละ 6% จากเงินลงทุน
ถ้าอยากได้ Passive Income 5,000 บาท / เดือน ต้องมีเงินลงทุน 1,000,000 บาท
ถ้าอยากได้ Passive Income 500,000 บาท / เดือน ต้องมีเงินลงทุน 100,000,000 บาท
ถ้าอยากได้ Passive Income 1,000,000 บาท / เดือน ต้องมีเงินลงทุน 200,000,000 บาท
เมื่อเปรียบเทียบกับ Project เรา ระหว่างการที่คุณจะต้องหาเงินในฝั่ง active income ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ เป็นผู้บริหารระดับสูงหรือการทำธุรกิจส่วนตัว SME เพื่อที่จะหาเงิน 200,000,000 บาทมาลงทุนในห้องเช่า กับการที่คุณคัดเลือกเลือกหุ้นส่วนเข้ามาธุรกิจ 5 – 10 คน ที่โฟกัสในสร้างชีวิตและร่วมสร้าง Networkกับโปรเจคเของเราโดยมีระบบการจัดการที่สามารถยกระดับความคิดของหุ้นส่วนทางธุรกิจของคุณให้เข้าใจการสร้างธุรกิจใน platform ที่ถูกต้อง มีเครื่องมือที่เป็นการผ่อนแรง ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ และมีหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เป็นมืออาชีพและมีธรรมาภิบาล ทั้งในฝั่งผู้ผลิตและทีมคุณจะสามารถสร้างโปรเจกเสร็จโดยใช้ระยะเวลา3- 5 ปี ต่อการมี Passive Income 7 – 8 หลักต่อเดือน ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบต่อระยะเวลา การลงทุน การควบคุมปัจจัยความเสี่ยงในด้านต่างๆเช่น Red ocean สงครามในเรื่องของราคา โปรเจกของเราถือว่ามีการลงทุนที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งสามารถจัดอยู่ในลักษณะ no risk- high return ได้เลย และยังสามารถกำหนดความสำเร็จในระยะเวลาที่คุณต้องการได้อีกด้วย
เริ่มต้นกับเราทันที


*

*

*