เปรียบเทียบธุรกิจเครือข่าย Unicity VS Amway VS Nuskin

จริงๆแล้วถ้าเราจะสามารถ เปรียบเทียบได้อย่างประสิทธิภาพจริงๆ คุณมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ ที่มาที่ไป ของ โมเดลธุรกิจก่อน
ซึ่งจริงๆแล้ว Network marketing หรือ การตลาดแบบเครือข่าย ถูกสร้างขึ้นมาจากหลักการตลาดแบบ Win Win Win หรือ Win All
อันดับแรก คือ ผู้ผลิต win
อันดับที่สอง คือ ผู้จัดจำหน่าย win
อันดับที่สาม คือ ลูกค้า win
ตามหลักการตลาด ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ win หมดทุกคน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจแบบดั้งเดิมคือ win - loss คนที่ win จริงๆก็คือ ผู้ควบคุมช่องทางการจัดหน่าย เช่น wall mart, ซีพี, 7-11 เป็นต้น

โอเค ทีนี้เริ่มเข้าสู่ประเด็น Direct marketing คือการตลาดแบบตรง ซี่งการตลาดที่เรารู้จักในหลายๆแบบก็คือส่วนหนึ่งของการตลาดแบบ Direct marketing เช่น Direct mail, Instagram, Facebook, E-commerce เป็นต้น หรือแม้กระทั่ง Network marketing เองก็เป็น 1 โมเดลธุรกิจในแบบ Direct marketing

ดังนั้น จริงๆแล้วมันเป็นหลักการตลาดอย่างหนึ่ง แต่ทำไมหลายๆบริษัทถึงได้เลือกใช้กลยุทธ์แบบ Network marketing ในการทำธุรกิจ?

เหตุผล หลักๆจะมีอยู่ด้วยกันอยู่ 2 ประเด็น
1. บริษัทเหล่านั้นต้องการ Bargaining Power หรืออำนาจในการต่อรอง เช่น ธุรกิจในปัจจุบันที่อยู่ในฐานะของผู้ผลิต อำนาจการต่อรอง นั้นถือว่าต่ำมาก เช่น ผู้ผลิต น้ำตาล เป็นต้น ถ้าวันนี้ ผู้ที่ควบคุมช่องทางการจัดจำหน่าย บอกกับผู้ผลิตว่า ผลิตน้ำตาลให้หน่อยจะทำ House brand และจะวางขายใกล้ๆกัน คำถามคือ ถ้าคุณเป็นผู้ผลิต จะผลิตสินค้าให้กับเขาไหม คำตอบ ของผู้ผลิตก็คือ ผลิตให้ เพราะ ถ้าไม่ผลิตให้เขา เขาก็จ้างคนอื่นผลิตอยู่ดี ดังนั้นก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เห็นด้วยไหมครับ
ดังนั้น เหตุผลหลักๆ ข้อแรก ที่เขาเลือกใช้โมเดลธุรกิจเครือข่าย คือ ต้องการเรียก bargaining power  กลับคืนมานั่นเอง
2. สร้างความภักดีในแบรนด์  โดยปกติแล้ว ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้ากว่าจพถึงมือบริโภค คือ ผู้ผลิต ผ่าน ค้าส่ง ผ่านค้าปลีก สุดท้ายถึงมือผู้บริโภค บวกกำไรกันเป็นต่อ เช่น ผู้ผลิต 40 % ค้าส่ง 30 % ค้าปลีก 30% ไปถึงผู้บริโภค เป็น 100 %
60 % ที่เกิดขึ้น ตรงค้าส่งและค้าปลีก เรียกว่าเป็น marketing cost  เราลองกลับมาดูที่ผู้ผลิต สิ่งที่ผู้ผลิตต้องการมากที่สุดจากลูกค้า ความภักดี ( Loyalty ) แต่สุดท้ายด้วยโครงสร้าง ณ ปัจจุบัน เราค้นพบว่า ลูกค้า ก็ Switch Brand อยู่ดี เช่น ทำไมฉันต้องใช้แบรด์นี้ตลอดด้วยหละ
กลไกทางการตลาด จึงถูกพัฒนาขึ้น จากแค่ลูกค้า ไปเป็น Prosumer ( ผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย ) ซึ่งระดับความภักดีในแบรนด์ ของ Prosumer  มีมากกว่า เหตุผลสำคัญคือ เพราะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน เช่น ระหว่างดื่มน้ำแบรนด์นี้ แค่ดับกระหาย กับอีกแบรนด์จ่ายเงินให้ด้วยขวดละ 40 บาท คุณว่าลูกค้าจะมีความภักดีกับที่ไหนมากกว่ากัน?

ดังนั้น คุณต้องตั้งเป้าหมายในใจในการเข้ามาสู่ธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายก่อนว่า คุณเข้ามา เพื่ออะไร?
เช่น คุณเข้ามาเพราะ สินค้าดีมากๆ รึเปล่า คำตอบ คือ No เพราะถ้าคุณชอบสินค้า ว่าใช้ดี ก็แค่ซื้อรับประทาน ไม่มีความจำเป็นจะต้องมาเข้าร่วมประชุมสัมมนาถูกไหมครับ

คุณเห็นด้วยไหมว่า ประเด็นสำคัญคือ คนส่วนใหญ่เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายนี้ก็เพราะว่า ต้องการ Passive income หรืออิสระภาพทางการเงิน ที่เป็น massive income ด้วย และต้องใช้เวลาสั้นที่สุดในการให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ ซึ่งต้องสามารถทำได้จริง

ดังนั้น หลักในการพิสูจน์หรือเปรียบเทียบบริษัทที่ทำการตลาดแบบเครือข่าย ว่าบริษัทไหนสามารถตอบโจทย์เราได้มากที่สุด จะต้องประกอบไปด้วยการพิสูจน์ทั้งหมด 3 ระดับด้วยกันคือ
1.Vision proof คือ พิสูจน์โดยใช้วิสัยทัศน์
2.Logic proof คือ พิสูจน์โดยหลักเหตุและผล
3.Result proof คือ พิสูจน์โดยผลลัพธ์


แน่นอนว่าทุกๆบริษัทจะบอกว่าของเขาดีที่สุด เช่น แผนการตลาดที่นี่ทำง่ายที่สุด บริษัทมั่งคงที่สุด สินค้ามี นวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาทำตลาด และเขาก็จะมีเหตุผล บอกเสมอว่าที่ดีกว่า เพราะอะไร จริงไหมครับ แต่หัวใจสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าทำได้จริงๆคือการ พิสูจน์โดยผลลัพธ์ เพราะผลลัพธ์ คือผลผลิตจาก วิสัยทัศน์และเป้าหมาย ของบริษัท หรือ ผู้นำนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อเราเปรียบเทียบธุรกิจเครือข่ายของ 3 บริษัทหลักๆที่สำคัญในตลาด จากยอดขายกับผลลัพธ์ฝั่งคนทำธุรกิจในปี พ.ศ. 2557
1. Amway มียอดขาย ประมาณ 17000 พันล้าน
2. Nuskin มียอดขาย ประมาณ 2500 พันล้าน
3. Unicity มียอดขาย ประมาณ 4000 พันล้าน
unicity ถือว่า เป็นบริษัท ที่มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากที่สุด ณ ปัจจุบันในอุตสาหกรรมนี้

เริ่มต้นกับเราทันที


*

*

*