ยูนิซิตี้ ( Unicity ) หลอกลวง หรือไม่

1.ยูนิซิตี้ เป็น ปิระมิด รึเปล่า

ตอบ: ประเด็นเลย คือต้องกลับไปที่ มุมมองหรือ ความเข้าใจของคุณก่อน ว่า คำว่า ปีรมิต สำหรับตัวคุณ หมายถึงอย่างไร หรือ เท่ากับอะไร ซึ่งถ้าคำตอบของคุณหมายถึง รูป สามเหลี่ยม ปีรมิต และมีคนประสบความสำเร็จอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้อเท็จจริงเลย รูปแบบนี้ จะหมายถึง ธุรกิจทั่วไปมากกว่า เช่น คุณว่าใน 1 องค์กร คุณว่า มี CEO CFO กี่คนครับคนเดียว ถูกต้องไหมครับ หรือ แม้กระทั่ง Director Manager มีกี่คนครับใน 1 บริษัท คำตอบ คือ มีแผนกละคนถูกต้องไหมครับ ดังนั้น ในข้อเท็จจริง รูปแบบธุรกิจข้างนอก เป็นปีรมิต มากกว่า ครับ เพราะ ความสำเร็จในธุรกิจทั่วไป มีจำกัด ครับ หรือ เรียกว่า มีคนชนะ และ มีคนแพ้ ( win - lose Situations ) เช่น สมมุติ ว่าคุณ เป็น Manager คุณมีลูกน้อง ที่สามารถทำงานแทนคุณได้ ทุกอย่าง อายุน้อยกว่า ไฟแรงมากกว่า ประเด็นสำคัญ คือ บริษัทจ่ายเงินเดือนน้อยกว่า คำถามสำคัญ คุณว่าคุณจะอยู่ตรงไหนครับ คำตอบ คือ ....... คุณรู้อยู่แล้ว เพราะใน 1ตำแหน่ง ไม่สามารถ มีได้ถึง 18 คน ( อธิบายประเด็นตรงนี้เพิ่ม เหตุผลเพราะ ว่า ในลักษณะธุรกิจทั่วไปนั้น ค่าใช้จ่ายตายตัว หรือ ที่เราเรียกว่า Fix cost คือ พนักงานครับ ซึ่งคุณสามารถ สังเกตุ ได้จาก ข้อเท็จจริงในบริษัทใหญ่ๆ จะเน้น ให้ bonus มากว่าการเพิ่มเงินเดือน เพราะการเพิ่มเงินเดือนเท่ากับมี ค่าใช้จ่ายตายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งนั้นเท่ากับว่า ถ้ายอดขายเท่ากับหรือน้อยกว่าเดิม ยังไงก็ต้องจ่ายอยู่ดี แต่ถ้าให้เป็นรูปแบบ bonus ยอดขายเพิ่ม คุณได้ ยอดขายเท่าเดิม ได้เท่าเดิม ยอดขายตก คุณไม่ได้ ) ดังนั้น การที่คนๆนึงอยู่ในโครงสร้าง งานประจำ ข้อเท็จจริงเลยคือ ถ้ามีคนนึงเลื่อนตำแหน่งขึ้น ก็ต้องมีอีกคนเด้งออก หรือ อีก 1 ตัวอย่าง เช่น ถ้าวันนี้คุณทำธุรกิจส่วนตัวเปิดร้านอาหาร ยอดขายปี นึง เฉลี่ย ประมาณ 30 ล้าน
ถ้าวันนี้ มีคนมาขอ สูตรอาหารร้านคุณทุกเมนู มาถามวิธีการบริหาร ธุรกิจ ของคุณทุกขั้นตอนว่าทำอย่างไร จึงสามารถประสบความสำเร็จแบบนี้ได้ คำถามสำคัญ คุณจะบอกทั้งหมด 100 % ไหมครับ คำตอบ ....... คุณรู้อยู่แล้วถูกต้องไหม เพราะ ธุรกิจข้างนอก เมื่อมีคู่แข่งขึ้นมา จะถูกดึงส่วนแบ่งทางการตลาดทันที ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้เลยว่า ธุรกิจทั่วไป หรือ โครงสร้างงานประจำข้างนอก เป็นรูปแบบ ปีรมิต และมีคนประสบความสำเร็จน้อย ครับ
ประเด็นที่สำคัญ เมื่อกลับมาดู ลักษณะของโมเดล ยูนิซิตี้ ว่าเป็นปิรมิต เหมือนงานประจำ หรือ ธุรกิจทั่วไปไหม คำตอบ คือ โมเดล ยูนิซิตี้ ไม่ใช่ รูปแบบปิรมิต ครับ ซึ่งถ้ามองเป็นภาพ โมเดลยูนิซิตี้ จะเป็น รูป ภูเขาหัวตัดมากกว่า เหตุผล เพราะ การสร้างความสำเร็จในโมเดลยูนิซิตี้ ไม่จำกัด ซึ่งเป็น ชนะ - ชนะ ( win - win Situations ) เช่น ตำแหน่งPresidential Diamond ของ ยูนิซิตี้ มีคะแนนของแต่ละสายงานที่ต้องดำรงคุณสมบัติ คือ 320000 คะแนน ในสายงานแรก 160000 คะแนนในสายนงานที่สอง และ 80000 คะแนนในสายงานที่สาม ดังนั้นถ้าใครสามารถดำรงคุณสมบัติตามนี้ได้ ทุกคนเป็น Presidential Diamond หมด และสิ่งที่ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น ในโมเดลยูนิซิตี้ การที่จะสามารถเป็น Presidential Diamond ได้ต้องเกิดจากการที่เราสามารถช่วยเหลือให้คนที่เราชวนมาสำเร็จก่อนเท่านั้น เช่น ถ้าวันนี้คุณ ชวน คนที่คุณรู้จักเข้ามาเป็น หุ้นส่วนธุรกิจ 7 คน และคุณ back up & support ให้ 7 คนนี้ มีรายได้คนละ 1 ล้านต่อเดือน คุณจะได้ 7 ล้านต่อเดือน แต่ถ้าวันนี้ คุณช่วย 7 คนนี้ได้ คนละ 1หมื่นบาทต่อเดือน คุณจะได้ 7 หมื่นบาทต่อเดือน เมื่อข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ คำถามสำคัญคุณอยากช่วยเขาเต็มที่ไหมครับ ....... แน่นอนถูกต้องไหมครับ เพราะ ยิ่งช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไหร่ คุณได้เท่านั้น เราจึงสามารถสรุปจากข้อเท็จจริง ได้ว่า โมเดล ยูนิซิตี้ เป็น win-win solution หรือ win all ครับ

2.โมเดล ยูนิซิตี้ เป็น แชร์ลูกโซ่ หรือเป็น money game รึเปล่า

ตอบ: ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า คุณให้ความหมายของคำว่า ลูกโซ่ อย่างไร หรือ คำว่าลูกโซ่ ของคุณ เท่ากับอะไร ซึ่งถ้าคุณมีมุมมอง ว่า โมเดลนี้ เป็นลักษณะแบบ ทำนาบนหลังคน เอาเปรียบกัน กินกันเป็นทอดๆ คำตอบ คือ โมเดลยูนิซิตี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นแบบนั้น ครับ เหตุผล เพราะ
1. ต้องกลับไปตอบ ในข้อเท็จจริงของบริษัทที่เลือกใช้ โมเดลธุรกิจเครือข่ายนั้นก่อน จริงๆแล้วมีวัตุประสงค์ อยู่ 2 ข้อด้วยกัน คือ 1.1 คือ เขาต้องการ สิ่งนึงที่เรียกว่า bargaining power ( อำนาจการต่อรอง ) เช่น ในลักษณะ ธุรกิจข้างนอกที่อยู่ในฐานะของผู้ผลิต อำนาจการต่อรอง ณ ปัจจุบันถือว่าต่ำมาก เช่น ผู้ผลิต น้ำตาล ถ้าวันนี้ ผู้ที่ควบคุมช่องทางการจัดจำหน่าย บอกกับผู้ผลิตว่า ผลิตน้ำตาลให้หน่อยจะทำ House brand และจะวางขายใกล้ๆกัน คำถามคือ ถ้าคุณเป็นผู้ผลิต จะผลิตสินค้าให้กับเขาไหม คำตอบ ของผู้ผลิตข้างนอก คือ ผลิตให้ เพราะ ถ้าไม่ผลิตให้เขา เขาก็จ้างคนอื่นผลิตอยู่ดี ดังนั้นก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เห็นด้วยไหมครับ
ดังนั้น เหตุผลหลักๆ ข้อแรก ที่เขาเลือกใช้ Business model นี้ ก็เพราะว่า ต้องการเรียก bargaining power กลับคืนมาอยู่ที่เขา
1.2.เป็นการสร้างความจงรักภักดีใน แบรนด์ ซึ่งประเด็นข้อนี้ เป็นเหตุผลที่คนข้างนอกไม่เข้าใจ และ คิดว่าเป็น แชร์ลูกโซ่ คือ โดยปกติแล้ว ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้ากว่าจะถึงมือบริโภค คือ ผู้ผลิต ผ่าน ค้าส่ง ผ่านค้าปลีก สุดท้ายถึงมือผู้บริโภค บวกกำไรกันเป็นต่อ เช่น ผู้ผลิต 40 % ค้าส่ง 30 % ค้าปลีก 30% ไปถึงผู้บริโภค เป็น 100 %
60 % ที่เกิดขึ้น ตรงค้าส่งและค้าปลีก เป็นช่องทางการจัดจำหน่าย เรียกว่าเป็น marketing cost โอเค เรากลับมาที่ผู้ผลิต สิ่งที่ผู้ผลิต ต้องการมากที่สุดจากลูกค้า ความจงรักภักดี ( Royalty ) แต่สุดท้ายด้วยโครงสร้าง ณ ปัจจุบัน เราค้นพบว่า ลูกค้า ก็ Switch Brand อยู่ดี เช่น ทำไมฉันต้องใช้แบรนด์นี้ตลอดด้วยล่ะ
กลไกทางการตลาด จึงถูกพัฒนาขึ้น จากแค่ลูกค้า ไปเป็น Prosumer ( ผู้ซื้อกึ่งผู้ขาย ) ซึ่งระดับความมี Loyalty ในแบรนด์ ของ Prosumer มีมากกว่า เหตุผลสำคัญก็คือ มีผลประโยชน์ต่างตอบแทน เช่น ระหว่างดื่มน้ำแบรนด์นี้ แค่ดับกระหาย กับอีกแบรนด์จ่ายเงินให้ด้วยขวดละ 40 บาท คุณว่าลูกค้าจะ Loyalty ต่อที่ไหนมากกว่ากัน
และจาก Prosumer พัฒนาเข้าสู่การเป็น network builder หรือ คนสร้างเครือข่าย กลุ่มนี้ สิ่งที่เขาจะได้รับ คือ Passive income ดังนั้น คนกลุ่มนี้ ก็จะมีความจงรักภักดีในแบรด์มากกว่า กลุ่ม ลูกค้า และ Prosumer และเมื่อคุณมี คนสร้างเครือข่าย เป็น หมื่น เป็นแสนคน ทั่วทั้งเอเซีย คุณจะเข้าสู่การเป็น Network Provider หรือ คนที่ให้โครงข่ายขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้ต่างจาก CP หรือ Dtac ดังนั้น ในข้อเท็จจริง มันเป็นลักษณะ ช่องทางการจัดหน่าย ซึ่งโดยปกติ แล้ว จะมีการ บวกเพิ่ม อยู่แล้ว ในส่วนของ ค้าส่ง ค้าปลีก หรือ ค่าการตลาด เช่น โฆษณา ซึ่ง ผู้ผลิต เข้าได้โยก งบการตลาดในส่วนนี้ ที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว มาไว้ในโครงสร้าง แผนการจ่ายผลตอบแทน และจ่ายให้กับนักธุรกิจที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนของเขา ครับ
2. สิ่งที่แยกยะ โมเดล ยูนิซิตี้ กับ แชร์ลูกโซ่ กับ money game  คือ
ยูนิซิตี้ มีสินค้า ที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งเมื่อซื้อสินค้าได้ของเลย และประเด็นสำคัญมีการรันตีตามความพึงพอใจ นั้นหมายความว่า ถ้าผู้ซื้อสินค้า ไม่ประทับใจสินค้า สามารถคืนสินค้า และ รับเงินที่ซื้อไปคืนได้ เป็น money-back guarantee ซึ่งเป็นการคุ้มครองนักธุรกิจที่เข้าร่วมมาเป็นหุ้นส่วน  แต่ แชร์ลูกโซ่ กับ กับ money game   จะไม่มีสินค้า แต่จะเป็นรูปแบบการลงทุน ที่ให้คุณเอาเงินไปลงทุน และได้ ผลต่างที่มากกว่าการลงทุนด้านอื่นๆ เช่นบริษัทเหล่านี้จะมีการขายไอเดีย ให้กับคนที่เข้าไปฟัง ว่า ทางเรามีโครงการ ที่จะลงทุนในอสังหาริทรัพย์ ต่างๆ หรือกำลังระดมทุนเพื่อที่จะพาบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถ้ามองตามหลักข้อเท็จจริง การที่บริษัท เหล่านี้ เลือกใช้รูปแบบการตลาดแบบนี้ เปอร์เซนต์ในการจ่ายผลตอบแทน กลับมาสู่ผู้ร่วมลงทุนนั้น มากกว่า การที่บริษัทเหล่านี้จะกู้แบงค์เสียอีก  โดยปกติ การกู้แบงค์มาลงทุนทำธุรกิจ จ่ายดอกเบี้ยปีละ 7% คำถามสำคัญ คือ ถ้ากู้แบงค์ จ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่า ทำไมบริษัทเหล่านี้ถึงไม่เลือก กู้แบงค์ คำตอบง่ายมากครับ เพราะ จริงๆ บุคคลเหล่านี้ เครดิตไม่ดี ครับ เขาจึงไม่สามารถทำเรื่องกู้แบงค์ได้ เพราะ ถ้าเป็นคุณระหว่างจ่ายดอกเบี้ย ที่ นึง น้อยกว่า อีกที่มากกว่า เป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ถ้าคุณสามารถเลือกได้  หรือแม้กระทั่ง มีสินค้า ซึ่งนั้นอาจจะหมายรวมถึงอาหารเสริม หรือ กลุ่ม อุปโภคบริโภค ซะด้วยซ้ำ แต่ คุณก็ต้องมาพิจารณา สินค้าว่า มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน มีงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลไหม ซึ่งเมื่อคุณพิจารณาจริงๆแล้ว คุณจะค้นพบว่า บริษัท ที่เป็นแชร์ลูกโซ่ จะมีสินค้าไว้เพื่อ ให้เกิดการซื้อมาขายไป ให้เกิด volume เท่านั้น แต่ไม่ได้ มองในระยะยาว เช่น ไม่มี money-back guarantee  คืนสินค้าไม่ได้ ไม่มี การต่อยอดงานวิจัย หรือ มีทีมบุคคลากรทางการแพทย์ที่ชัดเจน ไม่มีการพัฒนาสินค้าให้มีความก้าวหน้าหรือ มีนวัตกรรมใหม่ๆ ( ซึ่งในรายละเอียดเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าและงานวิจัยของยูนิซิตี้ คุณสามารถโทรสอบถามได้ที่เบอร์ของผู้บริหารที่อยู่ในเวปนี้ ครับ )

3. ยูนิซิตี้ คนสำเร็จมีน้อยรึเปล่า

ตอบ: กลับมาดูข้อเท็จจริงในทุกสาขาอาชีพ คุณว่าคนสำเร็จจริงๆ กับ คนล้มเหลว อะไรเยอะกว่ากันครับ เช่น เริ่มต้นทำงานประจำ คุณว่ามีกี่คนครับ ที่สามารถได้ขึ้นไปอยู่ในระดับ บริหาร CEO CFO ครับ หรือ คนทำธุรกิจส่วนเช่น เปิดร้านขายอาหาร การเล่นหุ้น การลงทุนต่างๆ คุณว่าคนสำเร็จมีเยอะไหมครับ ดังนั้นในข้อเท็จจริงๆ ทุกสาขาอาชีพ คนสำเร็จย่อมน้อยกว่าคนล้มเหลว ครับ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า แล้วอะไรหละ เป็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน ของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนล้มเหลว  ก็คือ ความเป็นมืออาชีพ กับ มือสมัครเล่นในงานนั้นๆ ครับ ซึ่งคนที่เป็นมืออาชีพ ได้งานนั้นๆ ที่ประสบความสำเร็จ จะมีอยู่ 2 คุณสมบัติ หลักครับ ที่ทำให้คนเหล่านี้สำเร็จ คือ
1.รู้จริง ในสิ่งที่ทำ
2.มีทักษะที่ดีในงานที่ทำ

คำถามสำคัญคุณ คิดว่า 2 คุณสมบัตินี้ เป็นสิ่งที่สามารถเติมได้ไหมครับ ในข้อเท็จจริง จริงๆ ซึ่งถ้าคุณตอบตัวเองได้ว่า 2 คุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่คุณสามารถเติมได้ เราสามารถตอบคุณได้เลยครับว่า คุณสามารถประสบความสำเร็จกับโปรเจคของเรา ได้อย่าง 100 % ไม่มี error ครับ ( ซึ่งในส่วนตรงนี้ คุณสามารถโทรสอบถาม ถึง วิธีการ  know how ต่างๆในการใช้สร้างธุรกิจ ได้ครับ )

เริ่มต้นกับเราทันที


*

*

*